สวัสดีค่ะทุกคน! ปุ๊กเชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินคำว่า ‘ความยั่งยืน’ หรือ ‘Sustainability’ กันบ่อยขึ้นใช่ไหมคะ? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ปัญหาโลกร้อน หรือแม้แต่เรื่องธุรกิจที่เราเห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาใส่ใจกันมากขึ้น ปุ๊กเองก็รู้สึกเหมือนกันค่ะว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนในทุกๆ ด้านเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราใช้ หรือแม้แต่ข้าวของที่เราซื้อหามาใช้กัน.
ประเทศไทยของเราก็กำลังเผชิญกับความท้าทายไม่น้อยเลยค่ะ ทั้งเรื่องมลพิษทางอากาศที่เห็นได้ชัดเจน การจัดการขยะที่ยังเป็นประเด็น หรือแม้แต่ทรัพยากรธรรมชาติที่นับวันยิ่งร่อยหรอลงเรื่อยๆ.
แต่ในความกังวลใจนั้น ปุ๊กก็ได้เห็นสัญญาณดีๆ ที่หลายภาคส่วนเริ่มตื่นตัวและหันมา ‘ดูแลจัดการทรัพยากร’ กันอย่างจริงจัง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพวกเราประชาชนคนธรรมดาอย่างเราด้วยค่ะ.
มันไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราวแล้วนะคะ แต่มันคือสิ่งจำเป็นที่เราต้องลงมือทำวันนี้เพื่ออนาคตของเราเองและลูกหลาน. เรามาดูกันดีกว่าว่า “การดูแลจัดการทรัพยากร” จะช่วยให้โลกของเรา “ยั่งยืน” ได้อย่างไร และเราจะเริ่มทำอะไรได้บ้างเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนี้.
ถ้าพร้อมแล้ว ตามปุ๊กมาเลยค่ะ เราจะมาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ให้ชัดเจนกันในบทความนี้กันค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ปัญหาโลกร้อน หรือแม้แต่เรื่องธุรกิจที่เราเห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาใส่ใจกันมากขึ้น ปุ๊กเองก็รู้สึกเหมือนกันค่ะว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนในทุกๆ ด้านเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราใช้ หรือแม้แต่ข้าวของที่เราซื้อหามาใช้กัน.
ถ้าพร้อมแล้ว ตามปุ๊กมาเลยค่ะ เราจะมาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ให้ชัดเจนกันในบทความนี้กันค่ะ
ทำไมเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ถึงไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่คือลมหายใจของเราทุกคน

เพื่อนๆ เคยคิดไหมคะว่าทำไมเดี๋ยวนี้เราถึงได้ยินคำว่า ‘ความยั่งยืน’ กันบ่อยขึ้นเหลือเกิน? สำหรับปุ๊กแล้ว คำนี้มันไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ผ่านไป แต่มันคือแก่นแท้ของการที่เราจะอยู่รอดในโลกใบนี้ได้อย่างสงบสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเลยล่ะค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะ ถ้าเรายังใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่บันยะบันยัง ป่าไม้ถูกทำลาย แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย อากาศเต็มไปด้วยมลพิษ แล้วลูกหลานของเราในอนาคตจะมีชีวิตอยู่กันยังไง? แค่คิดก็เศร้าแล้วค่ะ ความยั่งยืนจึงเป็นการมองไปข้างหน้าค่ะ ว่าเราจะสามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นหลังต้องเดือดร้อนจากการขาดแคลนทรัพยากร หรือต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม สิ่งนี้มันเชื่อมโยงกับทุกสิ่งในชีวิตของเรา ตั้งแต่ข้าวที่เรากิน น้ำที่เราดื่ม เสื้อผ้าที่เราใส่ ไปจนถึงพลังงานที่เราใช้ในแต่ละวัน ปุ๊กเคยคิดว่าเรื่องพวกนี้มันไกลตัว แต่พอได้ศึกษาและเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงรอบตัวเรา ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง อากาศเป็นพิษ ทำให้ปุ๊กเข้าใจเลยว่า เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน และมันเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องทำร่วมกันจริงๆ ค่ะ เพราะถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วจะเป็นเมื่อไหร่กัน?
ความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันกับความยั่งยืน
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ ระดับโลก แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะ การที่เราเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติก พกถุงผ้าไปช้อปปิ้ง หรือแม้แต่การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนทั้งสิ้น ปุ๊กเองก็เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ในบ้านค่ะ อย่างเช่น การแยกขยะให้ถูกประเภท การนำของเก่ามาใช้ซ้ำ หรือเลือกใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พอทำไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกเลยค่ะว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกใบนี้จริงๆ และมันยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านได้อีกด้วยนะคะ
ผลกระทบของการไม่ใส่ใจต่อทรัพยากรธรรมชาติ
ถ้าเรายังคงมองข้ามและไม่ใส่ใจในการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ตามมามันน่ากลัวกว่าที่เราคิดค่ะ เรากำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกวัน อุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและคาดเดาได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นพายุเฮอริเคน น้ำท่วมฉับพลัน หรือภัยแล้งที่ยาวนาน สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และสังคมของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปุ๊กเชื่อว่าไม่มีใครอยากเห็นภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นกับบ้านเราหรือกับโลกของเราหรอกจริงไหมคะ? เพราะฉะนั้นการตระหนักรู้และลงมือทำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ค่ะ
พลิกโฉม ‘ขยะ’ ให้กลายเป็น ‘ทรัพยากรมีค่า’: จุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่บ้านเรา
พูดถึงเรื่องขยะ หลายคนอาจจะเบือนหน้าหนีใช่ไหมคะ? เพราะมันดูเป็นเรื่องน่าเบื่อและจัดการยาก แต่สำหรับปุ๊กแล้ว ขยะไม่ใช่แค่ขยะค่ะ แต่มันคือ ‘ทรัพยากรที่รอวันถูกนำกลับมาใช้ใหม่’ ต่างหากล่ะ! ถ้าเราเรียนรู้ที่จะจัดการมันอย่างถูกวิธี ขยะจะสามารถสร้างประโยชน์ สร้างมูลค่า และลดภาระให้กับโลกของเราได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ปุ๊กเคยได้ยินเรื่องราวของหลายๆ ชุมชนในต่างประเทศที่สามารถจัดการขยะจนแทบไม่เหลือขยะที่จะต้องนำไปฝังกลบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันเป็นไปได้จริงที่เราจะเปลี่ยนแนวคิดเรื่องขยะใหม่ทั้งหมด เราแค่ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจประเภทของขยะและวิธีการจัดการที่เหมาะสมค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าขยะพลาสติกที่เราทิ้งไปถูกนำกลับมาทำเป็นเสื้อผ้า ถุงผ้า หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์สวยๆ ได้ เราจะประหยัดทรัพยากรใหม่ๆ ได้มากแค่ไหน ซึ่งมันไม่ใช่แค่ลดปริมาณขยะในบ่อฝังกลบเท่านั้นนะคะ แต่มันยังช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตสินค้าใหม่ๆ อีกด้วย
การแยกขยะ: ก้าวแรกสู่การจัดการที่ยั่งยืน
หัวใจสำคัญของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนคือ ‘การแยกขยะ’ ค่ะ ปุ๊กเองก็เริ่มจากจุดนี้เหมือนกัน แรกๆ อาจจะดูยุ่งยากและสับสนว่าขยะประเภทไหนควรไปถังไหน แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็กลายเป็นความเคยชินไปเองค่ะ การแยกขยะทำให้เราสามารถนำขยะบางประเภทกลับไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ลดการปนเปื้อน และเพิ่มมูลค่าให้กับขยะเหล่านั้น ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น การแยกขวดพลาสติก แก้ว กระดาษ โลหะ ออกจากขยะเศษอาหาร ปุ๊กจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ไม่ค่อยมีใครแยกขยะกันจริงจังเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมากเลยค่ะ หลายๆ พื้นที่เริ่มมีถังขยะแยกประเภทให้เห็นมากขึ้นตามสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เลยนะคะ ยิ่งเราแยกขยะได้ดีเท่าไหร่ โอกาสที่ขยะเหล่านั้นจะกลับมามีประโยชน์อีกครั้งก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นค่ะ
นวัตกรรมเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานและสินค้าใหม่
นอกจากรีไซเคิลแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยจัดการขยะได้อย่างน่าทึ่งเลยค่ะ อย่างเช่น การนำขยะอินทรีย์ไปผลิตเป็นปุ๋ยหมัก หรือก๊าซชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ หรือแม้แต่การนำขยะพลาสติกไปแปรรูปเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีให้เห็นแล้วนะคะ ปุ๊กเคยดูสารคดีเรื่องหนึ่งที่เขาเอาขยะพลาสติกมาสร้างเป็นถนน ซึ่งทนทานและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนยางมะตอยทั่วไปด้วยซ้ำ! สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าขยะมีศักยภาพที่จะกลายเป็น ‘ทองคำ’ ได้จริงๆ ถ้าเรามีวิธีการจัดการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม การลงทุนในนวัตกรรมเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวไปสู่สังคมปลอดขยะได้อย่างแท้จริงค่ะ และสำหรับผู้ประกอบการเอง นี่ก็เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ
เศรษฐกิจหมุนเวียน: เมื่อทุกสิ่งมีค่าและไม่มีอะไรต้องทิ้ง
เพื่อนๆ เคยได้ยินคำว่า ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ หรือ ‘Circular Economy’ ไหมคะ? สำหรับปุ๊กแล้ว แนวคิดนี้มันสุดยอดมากๆ เลยค่ะ เพราะมันไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริโภคทั้งหมด เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่มีอะไรต้องกลายเป็นขยะเลยแม้แต่น้อย ลองนึกภาพดูสิคะว่า ถ้าทุกสิ่งที่เราผลิตออกมาถูกออกแบบมาให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ ซ่อมแซม หรือรีไซเคิลได้ตั้งแต่แรก มันจะช่วยลดภาระให้กับโลกของเราได้มากแค่ไหน ปุ๊กเชื่อว่าแนวคิดนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริงค่ะ แทนที่เราจะใช้แล้วทิ้งแบบเดิมๆ (Linear Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียนจะทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกสิ่ง และพยายามหาทางนำมันกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้ได้มากที่สุด มันเหมือนกับการเลียนแบบธรรมชาติ ที่ไม่มีอะไรทิ้งเปล่า ทุกอย่างสามารถกลับคืนสู่ระบบและสร้างประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องค่ะ
หลักการ 3R (Reduce, Reuse, Recycle) ในมุมมองใหม่
เราทุกคนคงคุ้นเคยกับหลัก 3R กันดีอยู่แล้วใช่ไหมคะ? ลดการใช้ (Reduce), ใช้ซ้ำ (Reuse), และรีไซเคิล (Recycle) แต่ในบริบทของเศรษฐกิจหมุนเวียน หลักการเหล่านี้จะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นค่ะ ไม่ใช่แค่การจัดการตอนท้าย แต่เป็นการออกแบบตั้งแต่ต้นทางเลย อย่างเช่น Reduce ไม่ใช่แค่ลดการใช้ถุงพลาสติก แต่รวมถึงการออกแบบสินค้าให้ใช้วัตถุดิบน้อยลง หรือมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ส่วน Reuse ก็ไม่ใช่แค่เอาขวดน้ำพลาสติกไปใส่น้ำซ้ำๆ แต่รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนเพื่อซ่อมแซมได้ง่าย หรือสามารถนำไปปรับใช้เป็นอย่างอื่นได้ และ Recycle ก็คือการออกแบบที่คำนึงถึงวัสดุที่สามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้จริง และมีกระบวนการรีไซเคิลที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด ปุ๊กคิดว่าการนำหลัก 3R มาประยุกต์ใช้ในมุมมองของเศรษฐกิจหมุนเวียน จะทำให้เรามองเห็นโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อีกเยอะเลยค่ะ
ธุรกิจที่สร้างมูลค่าจากความยั่งยืน
เดี๋ยวนี้มีหลายธุรกิจที่เริ่มนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการดำเนินงานแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่นำขยะพลาสติกจากทะเลมาถักทอเป็นเส้นใยสำหรับผลิตเสื้อผ้า หรือบริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถถอดประกอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ง่าย เพื่อยืดอายุการใช้งาน ปุ๊กเคยเห็นแบรนด์เครื่องสำอางแบรนด์หนึ่งที่รับบรรจุภัณฑ์เปล่ากลับไปรีฟิลให้ลูกค้า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังช่วยสร้างความภักดีให้กับลูกค้าได้อีกด้วยค่ะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ดึงดูดลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และยังช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาวอีกด้วยค่ะ เป็นการสร้าง Win-Win Situation ที่ลงตัวมากๆ เลย
พลังงานสีเขียว: แสงสว่างนำทางสู่อนาคตที่สะอาดกว่า
ลองหลับตานึกภาพถึงท้องฟ้าใสๆ ไร้มลพิษ อากาศบริสุทธิ์ที่เราหายใจได้อย่างเต็มปอด นั่นแหละค่ะคือสิ่งที่พลังงานสะอาด หรือ ‘พลังงานสีเขียว’ สามารถมอบให้กับเราได้ พลังงานเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตและเศรษฐกิจของเราทุกคน แต่แหล่งพลังงานหลักที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่างเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษทางอากาศและภาวะโลกร้อน ปุ๊กเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมามองหาทางเลือกใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อโลกของเรามากขึ้นค่ะ และพลังงานสะอาดนี่แหละคือคำตอบ! ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ หรือพลังงานชีวมวล ล้วนเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างไม่จำกัด และที่สำคัญคือไม่ก่อให้เกิดมลพิษในกระบวนการผลิตไฟฟ้าด้วยนะคะ นี่เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลจัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวเลยค่ะ
พลังงานแสงอาทิตย์: แหล่งพลังงานจากธรรมชาติที่บ้านเราเข้าถึงได้
ในประเทศไทยของเรา มีแสงแดดที่ร้อนแรงเกือบตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ค่ะ เดี๋ยวนี้เราเริ่มเห็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โรงงาน หรือแม้แต่ฟาร์มโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่กันมากขึ้นแล้วนะคะ ปุ๊กเคยคุยกับเพื่อนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้าน เขาบอกว่านอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟได้เยอะแล้ว ยังรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการใช้พลังงานสะอาดด้วยค่ะ ซึ่งเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ก็พัฒนาไปไกลมาก ทั้งมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและราคาถูกลง ทำให้การเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ใครที่มีพื้นที่ว่างบนหลังคาบ้าน ลองศึกษาเรื่องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ดูนะคะ รับรองว่าคุ้มค่าทั้งเงินในกระเป๋าและดีต่อโลกแน่นอนค่ะ
ความท้าทายและการสนับสนุนจากภาครัฐ
แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบย่อมมีความท้าทายอยู่บ้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนการติดตั้งในระยะแรก การจัดเก็บพลังงานสำรอง หรือการเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ แต่ปุ๊กก็เห็นสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มให้ความสำคัญและมีนโยบายสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการจูงใจทางภาษี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการพลังงานสะอาด หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สิ่งเหล่านี้จะช่วยเร่งให้ประเทศไทยของเราก้าวเข้าสู่สังคมพลังงานสะอาดได้เร็วขึ้นค่ะ ปุ๊กหวังว่าในอนาคตอันใกล้ เราทุกคนจะได้ใช้ไฟฟ้าที่มาจากแหล่งพลังงานสะอาดในราคาที่เป็นธรรมกันถ้วนหน้านะคะ
จากหยดน้ำสู่มหาสมุทร: การบริหารจัดการน้ำคือหัวใจของการอยู่รอด

น้ำ…คือชีวิต ทุกคนคงเคยได้ยินคำนี้กันมาบ่อยๆ ใช่ไหมคะ? สำหรับปุ๊กแล้ว มันเป็นความจริงที่เถียงไม่ได้เลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราไม่มีน้ำสะอาดสำหรับดื่ม กิน อาบ หรือใช้ในการเกษตรและอุตสาหกรรม ชีวิตของเราจะอยู่กันได้อย่างไร ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่เราก็ยังประสบปัญหาเรื่องน้ำท่วมและน้ำแล้งสลับกันไปในแต่ละปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรายังขาดการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพค่ะ การดูแลจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่แค่การมีน้ำให้พอใช้ แต่เป็นการมีน้ำที่มีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงได้โดยทุกคนในทุกช่วงเวลาค่ะ ปุ๊กคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลย เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและสุขภาพของพวกเราทุกคน
เทคโนโลยีเพื่อการประหยัดน้ำและบำบัดน้ำเสีย
เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่เข้ามาช่วยให้เราสามารถใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ อย่างเช่น ระบบชักโครกประหยัดน้ำ ก๊อกน้ำอัตโนมัติ หรือระบบรดน้ำอัตโนมัติในสวน ซึ่งช่วยลดการสูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ การนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำต้นไม้ในสวนสาธารณะ หรือใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมบางประเภท ก็ช่วยลดปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และยังช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำจืดได้อีกด้วยค่ะ ปุ๊กเคยได้ยินว่าบางประเทศถึงขั้นนำน้ำเสียมาบำบัดจนสะอาดพอที่จะนำกลับมาดื่มได้เลยนะคะ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากๆ เลย
บทบาทของชุมชนและเกษตรกรในการดูแลแหล่งน้ำ
การบริหารจัดการน้ำที่ดีไม่ได้อยู่ที่ภาครัฐหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่บทบาทของชุมชนและเกษตรกรก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ปุ๊กเคยเห็นหลายชุมชนที่รวมตัวกันดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองในพื้นที่ของตัวเอง ไม่มีการทิ้งขยะหรือสารเคมีลงไปในน้ำ และยังช่วยกันปลูกป่าชายเลนเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศ สำหรับเกษตรกร การเลือกใช้วิธีการเกษตรที่ประหยัดน้ำ เช่น การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือการใช้ระบบน้ำหยด ก็ช่วยลดการใช้น้ำได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ การทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน จะช่วยให้แหล่งน้ำของเราสะอาดและอุดมสมบูรณ์ตลอดไป และเป็นมรดกที่ล้ำค่าที่เราจะส่งต่อให้ลูกหลานของเราได้อย่างภาคภูมิใจค่ะ
ธุรกิจเพื่อโลก: เมื่อการเติบโตไม่ได้แปลว่าทำลายสิ่งแวดล้อม
ในอดีตหลายคนอาจจะมองว่าการทำธุรกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สวนทางกัน ถ้าจะเติบโตทางธุรกิจก็ต้องยอมทำลายสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่เดี๋ยวนี้แนวคิดนี้มันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ! ธุรกิจยุคใหม่ที่ปุ๊กเห็นเขาประสบความสำเร็จกันได้ คือธุรกิจที่มองเห็น ‘โอกาส’ ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไร พูดง่ายๆ คือการทำธุรกิจแบบ Win-Win ที่ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งใจลูกค้า และได้ช่วยดูแลโลกของเราด้วยค่ะ ปุ๊กเชื่อว่านี่คือทิศทางที่ธุรกิจทุกแขนงควรจะเดินไป เพราะลูกค้าเองก็เริ่มมีความตระหนักและพร้อมที่จะสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะคะ การลงทุนในความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่ ‘ต้นทุน’ แต่เป็นการ ‘ลงทุน’ ที่คุ้มค่าในระยะยาวค่ะ
กลยุทธ์ธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
มีหลายวิธีที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนะคะ อย่างเช่น การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ง่าย หรือแม้แต่การสนับสนุนโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ ปุ๊กเคยเห็นธุรกิจร้านอาหารที่เลือกใช้ภาชนะที่ย่อยสลายได้ หรือร้านกาแฟที่ให้ส่วนลดลูกค้าที่นำแก้วมาเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และดึงดูดลูกค้าได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยค่ะ แถมยังช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้อีกด้วยนะคะ ลองนึกดูสิคะว่า ถ้าทุกธุรกิจหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โลกของเราจะน่าอยู่ขึ้นขนาดไหน
ตัวอย่างธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยของเราก็มีหลายธุรกิจที่โดดเด่นในเรื่องของการดำเนินงานอย่างยั่งยืนนะคะ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทพลังงานที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียน บริษัทอาหารที่เน้นวัตถุดิบอินทรีย์และลดการใช้สารเคมี หรือแม้แต่องค์กรที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมๆ กับการดูแลธรรมชาติ ปุ๊กขอเอาตัวอย่างบางส่วนที่พอจะหาข้อมูลมาได้ เพื่อให้เห็นภาพกันชัดขึ้นนะคะ
| ประเภทธุรกิจ | แนวทางความยั่งยืน | ผลลัพธ์ (โดยประมาณ) |
|---|---|---|
| โรงแรมและรีสอร์ท | ลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง, ประหยัดพลังงาน, บำบัดน้ำเสียก่อนปล่อย | ลดปริมาณขยะ 30-50%, ลดการใช้พลังงาน 15-20% |
| ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ | พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้, ใช้วัสดุรีไซเคิล | ลดการใช้พลาสติกใหม่, เพิ่มอัตราการรีไซเคิล |
| เกษตรอินทรีย์ | ไม่ใช้สารเคมี, ฟื้นฟูดิน, ใช้น้ำอย่างประหยัด | เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน, ผลผลิตปลอดภัย, สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร |
| แฟชั่นยั่งยืน | ใช้วัสดุรีไซเคิล, กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, แรงงานเป็นธรรม | ลดขยะสิ่งทอ, ลดการใช้น้ำและสารเคมี |
ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนั้นทำได้จริง และยังสร้างโอกาสในการเติบโตในระยะยาวอีกด้วยค่ะ
ปุ๊กชวนทำ: ก้าวเล็กๆ ของเราทุกคน สร้างโลกที่ยิ่งใหญ่ได้จริง
หลังจากที่ปุ๊กได้เล่าเรื่องราวต่างๆ มาตั้งเยอะแยะมากมาย ปุ๊กเชื่อว่าเพื่อนๆ คงจะเริ่มเห็นภาพแล้วใช่ไหมคะว่าเรื่องของ ‘การดูแลจัดการทรัพยากร’ และ ‘ความยั่งยืน’ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่มันคือหน้าที่และความรับผิดชอบของเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแลโลกใบนี้ การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด อย่าไปคิดว่าการกระทำของเรามันไม่มีผลอะไร เพราะก้าวเล็กๆ ของคนนับล้านคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ปุ๊กเองก็เคยคิดแบบนั้นค่ะว่าแค่เราคนเดียวจะไปเปลี่ยนอะไรได้ แต่พอได้เห็นผลลัพธ์จากการที่เราพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองและชวนคนรอบข้างมาทำสิ่งดีๆ ด้วยกัน ก็รู้สึกว่ามีพลังใจที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ เลยค่ะ
เริ่มต้นง่ายๆ ที่บ้านเราวันนี้!
ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก ไม่ต้องรอให้เป็นเรื่องใหญ่โต เราทุกคนสามารถเริ่มต้นได้เลยตั้งแต่วันนี้ค่ะ ปุ๊กอยากชวนเพื่อนๆ ลองทำตามแนวทางง่ายๆ เหล่านี้ดูนะคะ
-
แยกขยะ: เริ่มจากแยกขยะแห้ง ขยะเปียก ขยะรีไซเคิล ที่บ้านเราให้เป็นนิสัย
-
ลดการใช้พลาสติก: พกถุงผ้า ขวดน้ำส่วนตัว กล่องข้าวไปเองเมื่อออกไปข้างนอก
-
ประหยัดพลังงาน: ปิดไฟ ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5
-
ประหยัดน้ำ: ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไม่เปิดน้ำทิ้งไว้ ตรวจสอบท่อประปาว่ามีรอยรั่วหรือไม่
-
เลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: อ่านฉลากสินค้า มองหาสัญลักษณ์ Eco-label
-
สนับสนุนสินค้าชุมชน: ช่วยสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น ลดการขนส่ง และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
แค่เริ่มต้นจากสิ่งเหล่านี้ ปุ๊กเชื่อว่าเราทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่ยั่งยืนขึ้นได้แล้วค่ะ
ส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรอบข้าง
เมื่อเราได้ลงมือทำแล้ว และเห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีงาม ปุ๊กอยากชวนให้เพื่อนๆ ลองแบ่งปันเรื่องราวและแรงบันดาลใจเหล่านี้ให้กับคนรอบข้างดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน การที่เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จะช่วยให้คนอื่นๆ ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้น และหันมาร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกของเราค่ะ การบอกเล่าประสบการณ์ตรง อย่างเช่น “ปุ๊กทำแล้วรู้สึกดีมากเลยนะ ได้ช่วยโลก แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย” จะช่วยให้คนอื่นคล้อยตามและอยากลองทำตามได้ง่ายขึ้นค่ะ มาเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่ยิ่งใหญ่ ที่จะร่วมกันสร้างโลกที่ดีขึ้นเพื่อพวกเราทุกคนและคนรุ่นหลังกันนะคะ ปุ๊กเชื่อว่าพวกเราทำได้แน่นอนค่ะ!
글을마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ปุ๊กหวังว่าบทความนี้จะช่วยจุดประกายให้หลายๆ คนหันมาใส่ใจเรื่องการดูแลจัดการทรัพยากรและความยั่งยืนกันมากขึ้นนะคะ จริงๆ แล้วเรื่องราวเหล่านี้มันใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมากๆ เลยค่ะ ทุกสิ่งที่เราทำในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ล้วนส่งผลกระทบต่อโลกของเราเสมอ การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่บ้านของเราเอง แล้วค่อยๆ ขยายผลไปสู่ชุมชนและสังคม ปุ๊กเชื่อว่าเราทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้เดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริงค่ะ มาร่วมมือกันสร้างโลกที่ดีขึ้นเพื่อพวกเราทุกคนและคนรุ่นหลังกันนะคะ
알아두면 쓸모 있는 정보
1. ตรวจสอบฉลากสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: เวลาจะซื้ออะไร ลองสังเกตสัญลักษณ์ Eco-label หรือฉลากเขียวบนผลิตภัณฑ์ดูนะคะ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าสินค้าเหล่านั้นได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ช่วยให้เราสามารถเลือกซื้อของที่ส่งผลกระทบต่อโลกของเราน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และยังเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตที่ใส่ใจเรื่องนี้อีกด้วยค่ะ
2. เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริจาค: แทนที่จะทิ้งของที่ไม่ได้ใช้แล้ว ลองหาโครงการหรือกลุ่มในโซเชียลมีเดียที่เปิดให้แลกเปลี่ยนหรือบริจาคสิ่งของกันดูนะคะ นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่จำเป็นลงไปได้แล้ว คุณอาจจะได้ของใหม่ที่ถูกใจกลับมาใช้ หรือได้ช่วยเหลือคนที่กำลังต้องการสิ่งของเหล่านั้น ถือเป็นการสร้างประโยชน์ได้หลายทางเลยล่ะค่ะ
3. ใช้บริการขนส่งสาธารณะให้บ่อยขึ้น: การเดินทางด้วยรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว จะช่วยลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง และยังช่วยประหยัดพลังงานได้มากเลยทีเดียวค่ะ หากทำได้สัปดาห์ละ 2-3 วัน ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ และส่งผลดีต่อสุขภาพของเราเองด้วยนะคะ
4. ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ว่างรอบบ้าน: ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้กระถางเล็กๆ บนระเบียงคอนโด หรือร่วมกิจกรรมปลูกป่ากับชุมชนในวันหยุดสุดสัปดาห์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สร้างความร่มรื่นให้กับสภาพแวดล้อม และยังช่วยให้จิตใจเราสงบและผ่อนคลายจากความวุ่นวายในแต่ละวันอีกด้วยค่ะ
5. ปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับลูกหลาน: การสอนให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและวิธีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ยังเล็ก เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ สอนให้พวกเขารู้จักประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ การแยกขยะให้ถูกที่ เพื่อให้พวกเขากลายเป็นพลเมืองที่ดีและรับผิดชอบต่อโลกในอนาคตค่ะ
중요 사항 정리
สรุปแล้ว การดูแลจัดการทรัพยากรและความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องขององค์กรใหญ่ๆ หรือภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เริ่มต้นได้จากพวกเราทุกคนในทุกๆ วันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การลดปริมาณขยะ การประหยัดพลังงานและน้ำ รวมถึงการสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทุกก้าวเล็กๆ ของเราล้วนมีความหมายและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม หากเราทุกคนร่วมมือกัน โลกของเราก็จะน่าอยู่ขึ้นสำหรับทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นหลังได้อย่างแน่นอนค่ะ มาเริ่มต้นลงมือทำไปพร้อมๆ กันนะคะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ความยั่งยืนกับการจัดการทรัพยากรมันเกี่ยวข้องกันยังไง แล้วทำไมเราต้องสนใจเรื่องนี้ด้วยคะ?
ตอบ: โอ้โห! เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะสองคำนี้มันเป็นเหมือนฝาแฝดที่ขาดกันไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะทุกคน ปุ๊กขออธิบายง่ายๆ แบบนี้ละกันนะคะการจัดการทรัพยากร (Resource Management) ก็คือการที่เราดูแล ใช้ และวางแผนการใช้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเราอย่างน้ำ ดิน ป่าไม้ แร่ธาตุ หรือแม้แต่พลังงาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่ต้องมองไปถึงอนาคตด้วยค่ะ เหมือนเรามีขนมอร่อยๆ หนึ่งถุง แทนที่จะกินให้หมดในวันเดียว เราก็ต้องแบ่งกินทีละน้อยๆ ให้พอดี ให้เราได้กินไปนานๆ ไม่ใช่ไหมคะ?
ส่วนความยั่งยืน (Sustainability) มันคือเป้าหมายสูงสุดที่เราอยากจะไปถึงค่ะ นั่นคือการที่เราสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และพัฒนาทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยไม่ไปทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ไปเบียดเบียนทรัพยากรที่มีอยู่ และยังคงเหลือสิ่งดีๆ ให้ลูกหลานของเราในอนาคตได้ใช้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมนะคะ แต่ยังรวมถึงเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การอยู่ดีกินดีของทุกคนด้วยค่ะดังนั้นเนี่ย การจัดการทรัพยากรที่ดีและฉลาด ก็คือหัวใจสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความยั่งยืนได้นั่นเองค่ะ ถ้าเราไม่รู้จักจัดการทรัพยากรให้ดี ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่คิดถึงผลกระทบในระยะยาว โลกของเราก็จะเจอแต่ปัญหา อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ไงคะ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง อากาศเป็นพิษ และอีกมากมายที่ปุ๊กเองก็กังวลใจมากๆ ค่ะ ปุ๊กเคยคิดนะว่าถ้าเราไม่เริ่มทำวันนี้ อนาคตข้างหน้าลูกหลานเราจะอยู่กันยังไง?
มันไม่ใช่แค่เรื่องของเราคนเดียวแล้วจริงๆ นะคะ มันเป็นเรื่องของทุกคนและโลกใบนี้ของเราค่ะ
ถาม: แล้วในชีวิตประจำวันของเรา พวกเราจะช่วยดูแลจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืนได้ยังไงบ้างคะปุ๊ก?
ตอบ: ฮั่นแน่! ถามถูกคนแล้วค่ะ เพราะปุ๊กเองก็พยายามทำเรื่องพวกนี้ในทุกๆ วันเหมือนกัน แรกๆ อาจจะดูยุ่งยากนิดหน่อย แต่พอทำไปสักพักมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยค่ะ และมันสนุกกว่าที่คิดนะ!
ปุ๊กอยากจะแนะนำง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้เลยนะคะ1. ลดการสร้างขยะ (Reduce) อันนี้สำคัญที่สุดเลยค่ะ ก่อนจะซื้ออะไร ลองคิดดูก่อนว่าเราจำเป็นจริงๆ ไหม? เช่น ปุ๊กเคยซื้อของที่ไม่จำเป็นเพราะเห็นแก่ของแถม สุดท้ายก็ใช้ไม่คุ้ม ของแถมก็กลายเป็นขยะเฉยเลยค่ะ หลังๆ มาปุ๊กพยายามพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว ช้อนส้อมส่วนตัวไปเอง เวลาไปซื้อของหรือกินข้าวข้างนอก ก็ลดขยะพลาสติกไปได้เยอะเลยค่ะ
2.
ใช้ซ้ำให้เกิดประโยชน์ (Reuse) พวกขวดพลาสติก แก้ว หรือกล่องต่างๆ แทนที่จะทิ้ง ปุ๊กก็ชอบเอามาประยุกต์ใช้ใหม่ค่ะ อย่างขวดน้ำพลาสติกก็เอามาล้างให้สะอาดแล้วใช้กรอกน้ำดื่มในบ้านแทน หรือกล่องคุกกี้สวยๆ ก็เอามาเก็บอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ช่วยให้บ้านเป็นระเบียบด้วย แถมยังลดขยะได้อีกทางด้วยนะคะ
3.
แยกขยะ (Recycle) อันนี้คนไทยอย่างเราหลายคนอาจจะยังไม่ถนัดเท่าไหร่ แต่ปุ๊กอยากให้ลองเริ่มทำดูค่ะ แยกเศษอาหารออกจากขยะรีไซเคิลอย่างกระดาษ พลาสติก แก้ว หรือโลหะ เท่านี้ก็ช่วยให้กระบวนการรีไซเคิลทำได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ถ้าที่บ้านใครมีพื้นที่ ลองทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารดูสิคะ ต้นไม้ที่บ้านปุ๊กงามขึ้นเยอะเลยค่ะ!
4. ประหยัดพลังงานในบ้านและที่ทำงาน ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ เปิดแอร์ที่อุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ต้องเย็นฉ่ำจนเกินไป ปุ๊กเองก็ติดนิสัยชอบเปิดพัดลมแทนแอร์บ่อยๆ ค่ะ รู้สึกสบายตัวกำลังดี แถมยังช่วยลดค่าไฟได้อีกเยอะเลยนะคะเห็นไหมคะว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลย ปุ๊กเชื่อว่าถ้าเราทุกคนเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรา ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่จะตามมาอย่างแน่นอนค่ะ!
ถาม: ถ้าประเทศไทยของเราดูแลจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้นจริงๆ ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับพวกเราคืออะไรบ้างคะ?
ตอบ: โอ้โห! ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ปุ๊กบอกเลยว่า “สวรรค์บนดิน” เลยค่ะ! ไม่ใช่แค่พูดเล่นนะคะ แต่มันคือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและส่งผลดีกับชีวิตของเราทุกคนในทุกด้านเลยจริงๆ ค่ะ ปุ๊กขอเล่าจากมุมมองที่ปุ๊กสัมผัสได้และอยากให้เป็นแบบนั้นนะคะอันดับแรกเลยคือ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” ค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะว่าถ้าอากาศที่เราหายใจสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีฝุ่น PM 2.5 มากวนใจอีกต่อไป น้ำที่เราใช้อุปโภคบริโภคก็ใสสะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารเคมีเจือปน พื้นดินที่เราปลูกข้าว ปลูกผัก ก็อุดมสมบูรณ์ ให้ผลผลิตที่ดีเยี่ยม ปุ๊กเองก็อยากมีอากาศดีๆ ให้ลูกหลานได้วิ่งเล่นแบบไม่ต้องกลัวไอค่อกแค่กเหมือนช่วงที่ผ่านมามากๆ เลยค่ะถัดมาคือ “เศรษฐกิจที่มั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน” ค่ะ เมื่อเรามีทรัพยากรที่สมบูรณ์ ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม การท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบหรือผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง และยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของเราได้อีกด้วยนะคะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเรามีผลไม้ไทยที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีเยอะๆ ส่งออกไปขายทั่วโลกได้แบบสบายใจ เราจะภูมิใจขนาดไหน?
และที่สำคัญมากๆ คือ “ความมั่นคงทางสังคม” ค่ะ เมื่อทรัพยากรถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรมและเพียงพอต่อทุกคน ความเหลื่อมล้ำก็จะลดลง ผู้คนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำสะอาด หรือที่ดินทำกิน ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น ลดความขัดแย้ง และสร้างชุมชนที่เข้มแข็งน่าอยู่ค่ะ ปุ๊กเชื่อว่าถ้าคนไทยทุกคนอยู่ดีกินดี ไม่ต้องแย่งชิงทรัพยากรกัน สังคมของเราก็จะน่าอยู่ มีรอยยิ้มให้กันมากขึ้นแน่นอนค่ะสำหรับปุ๊กแล้ว การจัดการทรัพยากรที่ดีเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่ความฝัน แต่มันคืออนาคตที่เราทุกคนสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ด้วยมือของเราเองค่ะ!






